Healthy Japanese food สุขภาพดีด้วยอาหารญี่ปุ่น

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้หญิงชาว ญี่ปุ่นมีอายุยืนมากที่สุดและรักษาสุขภาพดีที่สุดในโลก นั่นเพราะหลายปีที่ผ่านมาพวกเธอมักไม่ป่วยเป็นโรค ร้ายแรง หรือต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ เมื่อเปรียบ เทียบกับผู้หญิงในภูมิภาคอื่นพวกเธอมีอัตราการเป็น มะเร็งเต้านมและโรคหัวใจต่ำ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืนอยู่ที่อาหาร การกินและรูปแบบการใช้ชีวิต จะสังเกตได้ว่าชาวญี่ปุ่น นิยมรับประทานปลา เต้าหู้ และผักเป็นอย่างมาก โดย เฉพาะพวกผักใบเขียวที่ล้วนแต่มีคุณค่าทางอาหารสูง อาหารญี่ปุ่นจะไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งมากมาย แต่จะนิยมรสชาติแท้ๆ ของวัตถุดิบ ทำให้คงประโยชน์ ของอาหารได้ดี โดยเฉพาะเต้าหู้ที่คนญี่ปุ่นนิยมทาน จะ ช่วยลดไขมัน ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท ทำ ให้ความจำดีขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เต้านมนอกจากนี้คนญี่ปุ่นชอบกินปลามากกว่าเนื้อ อื่นๆซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็ยืนยันว่าปลาเป็น อาหารที่ให้โปรตีนและไม่มีผลข้างเคียงเหมือนเนื้อสัตว์ อื่นๆ ทั้งยังมีส่วนทำให้อายุยืนอีกด้วย  แม้แต่เครื่องปรุง รสเผ็ดสีเขียวอย่างวาซาบิ ก็มีคุณประโยชน์ทางยาหลาย ประการเช่นสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย บางชนิดและยังสามารถกำจัดพยาธิที่อาศัยอยู่ในปลา ได้อีกด้วยและเมื่อไม่นานมานี้ยังมีการศึกษาพบว่า วาซาบิมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็งเป็นผลดีต่อผิวหนัง และยังช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันได้อีก

จากการบริโภคอาหารและรูปแบบการใช้ชีวิตของ คนญี่ปุ่น ทำให้ได้แง่คิดดีๆว่า หากเราบริโภคอาหาร และดื่มเครื่องดื่มที่ไม่ดีร่างกายของเราก็จะแย่ ไปด้วยไม่ช้าก็เร็วแต่ถ้าหากเราดูแลตัวเอง ดีๆบริโภคแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เราเอง จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว

 

คนญี่ปุ่นแนะนำว่าการควบคุมและรู้จักเลือก รับประทานอาหาร สามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีได้ และต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ด้วย

ปลา FISH
การทานปลา ทำให้เรามีสุขภาพดีและให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปและอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะใช้ปลาเป็นส่วนประกอบ นักโภชนาการบอกว่า ในหนึ่งมื้ออาหารควรทานปลาประเภทที่มีไขมันมาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทูน่าแบบที่สดๆ เพราะปลาที่มีไขมันมากจะให้โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณสูง โดยเฉพาะโอเมก้า-3 ที่บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานโรคสูง แต่ข้อควรระวังคือ ปลาที่มีไขมันสูงมักจะเก็บสารพิษ อย่างสารปรอท และสารไดออกซิน มากกว่าปลาที่มีไขมันต่ำ

 

ซูชิ SUSHI
ซูชิ  คือ ข้าวปั้นมีหน้า โดยที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ  ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ (ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบต่างๆ เป็นหน้าที่นิยมได้แก่ ซูชิหน้าไข่  ชูซิหน้าปลาแซลมอน ชูซิหน้าปูอัด ซูชิหน้ากุ้ง เป็นต้น ประเภทของซูชิ ที่เรารู้จักกัน มี 5 ประเภท คือ นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) มากิซูชิ (Maki Sushi) จิราชิซูชิ (Chirashi Sushi) โอชิซูชิ (Oshi Sushi) และ อินะริซูชิ (inari Sushi)  (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้า 58)

 

สาหร่าย SEAWEED
สาหร่ายเป็นแหล่งของโปรตีนคล้ายเนื้อสัตว์ อาหารญี่ปุ่นมีเมนูอาหารที่ใช้สาหร่ายมากมาย ส่วนอาหารจีนก็เช่นเดียวกัน นอกจากปรุงอาหารแล้ว สมัยนี้ยังนิยมนำมาทำเป็นขนมปรุงรสด้วยซอสถั่วเหลือง น้ำตาล พริกไทย หรือเครื่องปรุงรสต่างๆ สาหร่ายเหล่านี้จะเป็นสายพันธุ์ Porphyra ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า nori เป็นสาหร่ายสีแดง ส่วนอีกสายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ Laminaria เป็นสาหร่ายสีน้ำตาล  นอกจากนี้สาหร่ายยังมีไขมัน แป้ง และน้ำตาลน้อยมาก ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือผู้ที่มีไขมันในเลือด และสาหร่ายยังให้พลังงานโดยรวมอยู่ระหว่าง 382-366 กิโลแคลอรี่ต่อสาหร่าย 100 กรัม

 

มิโซะ  MISO
มิโซะ  เป็นส่วนประกอบของอาหารหลากหลายชนิดในอาหารญี่ปุ่น ซึ่งได้มาจากการแปรรูปอย่างหนึ่งของถั่วเหลืองโดยใช้วิธีการหมัก มีคุณค่าทางโภชนาการและโปรตีนสูง มีรสชาติคล้ายสารสกัดจากเนื้อสัตว์ จึงใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารสำหรับคนที่หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับคนทานเจ  ชาวญี่ปุ่นมักนำมิโซะมาทำซุปเพราะมิโซะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการถึง 17 ชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด ซึ่งนอกจากจะทำให้อาหารได้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโปรตีนในอาหารอีกด้วย

 

ชาเขียว GREEN TEA
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ชาวญี่ปุ่นมักนิยมดื่ม มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเช่นกัน และอาจจะมากกว่าที่คุณคิด ชาเขียวได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์เลยทีเดียว นอกจากนี้ ชาเขียวยังช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ และยังเป็นผลดีต่อหัวใจและสมองเราด้วย

 

 

เต้าหู้ TOFU
เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงโดยเฉพาะโปรตีนซึ่งมีมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึง 2 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ถั่วเหลืองซึ่งนำมาผลิตเป็นเต้าหู้ยังมีเลซิติน ซึ่งมีผลในการลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ รวมทั้งฮอร์โมนจากพืชที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็งและมีผลดีต่อผู้หญิงวัยทอง คือ ช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือนและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม

 

เห็ดหอม SHIITAKE
เห็ดหอม คือ ส่วนประกอบพื้นฐานของการปรุงอาหารแบบญี่ปุ่น เห็ดหอมเป็นเห็ดที่มีรสชาติดี กลิ่นหอม และมีสรรพคุณในทางยาหลายประการ เช่น ช่วยลดไขมันในเลือด ต่อต้านโรคร้ายจากเชื้อไวรัสบางชนิด  รักษาอาการหวัดได้ ป้องกันการเติบโตของเนื้อร้าย ต้านพิษงู ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคมะเร็ง เห็ดหอมมีกรดอะมิโนชื่อ eritadenine ช่วยให้ไตย่อยคลอเรสเตอรอลได้ดี มีสารเลนติแนน (Lentinan) ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อต่อสู้กับเซลล์เนื้องอกต่างๆ  เลนติเนนยังช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B) ได้ด้วย

 

โซบะ SOBA
โซบะทำมาจากแป้งสาลี นำมาปรุงอาหารได้สะดวกและรวดเร็ว  โดยทั่วไปจะเสิร์ฟพร้อมวาซาบิ และสาหร่ายโนริ หากเสิร์ฟแบบเย็นบนถาดไม้ไผ่จะเรียกว่า ซารุโซบะ ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมในฤดูร้อน หากเสิร์ฟ์แบบร้อน จะมีโซบะหน้าต่างๆให้คุณได้เลือกรับประทาน เช่น เทมปุระโซบะ  เป็นต้น โซบะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีเยี่ยมพอๆ กับก๋วยเตี๋ยว สปาเกตตี้ มักกะโรนี และโรตี ซึ่งคุณสามารถรับประทานได้บ่อยๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วน โซบะยังมีสารชนิดหนึ่งชื่อรูติน มีสรรพคุณช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงและยืดหยุ่นดี ช่วยแก้ปัญหาความดันโลหิตสูงได้

อยากอายุยืน  มาทานอาหารญี่ปุ่นกันเถอะ

広告

ขนมหวาน (Wagashi)

Wakashi P70-71

ขนมหวานญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า “วากาชิ” (Wagashi) มีมานานตั้งแต่สมัยนะระหรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว แต่เฟื่องฟูสุดๆในช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603-1867) โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตและโตเกียว แต่ละร้านแข่งกันขาย แข่งกันคิดขนมใหม่ๆจนกลายเป็นต้นตำรับของขนมญี่ปุ่น
ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นขนมหวานประจำชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวากาชิกันบ่อยๆ ประเภทกินตบท้ายมื้ออาหารแบบบ้านเรานั้นไม่มี เพราะเขานิยมกินผลไม้กันมากกว่า ส่วนวากาชินั้นจะกินเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษเมื่อมีพิธีการต่างๆเช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีชงชา
แรงบันดาลใจของพ่อครัวแม่ครัวในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้นก็ได้มาจากธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ร่วงจะทำขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดูหนาวก็ทำยูคิโมจิ หรือโมจิหิมะ เป็นต้น
โดยทั่วไปขนมวากาชินั้นมี 3 ชนิด แบ่งเป็น
 นามางะชิ (Namagashi) เป็นขนมแบบชุ่มๆน้ำ  มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 40 % ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นแป้งห่อไส้ถั่วแดงบดหรือ “อัน” (An) แป้งที่นำมาห่อหุ้มมีทั้งแป้งท้าวยายม่อม แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆทั้งดอกไม้ ผลไม้ พระจันทร์ ซึ่งจะออกแบบให้เข้ากับฤดูกาล ทั้งชื่อขนม ส่วนผสม รูปทรงและสีสัน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนได้รู้ว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะมาเยือน ตัวอย่างเช่น ซากุระโมจิ (โมจิสีชมพูห่อด้วยใบซากุระ) ซึ่งจะออกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขนมที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่
โยคัง (Yokan)
ใช้ส่วนผสมหลักคือวุ้นที่ได้จากสาหร่าย เรียกว่า คันเตน (Kanten) แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ มิซุ โยคัง เป็นวุ้นใสๆแช่เย็น กินในฤดูร้อนผสมผลไม้ลงไป ได้รสหวานเย็น หอมชื่นใจ อีกชนิดคือ มุชิ โยคัง เป็นวุ้นขุ่นๆ เนื้อนิ่มเหนียว ตัดเป็นชิ้นเหลี่ยมพอคำ ทำจากถั่ว เกาลัด หรือมันที่บดละเอียด แป้งสาลี น้ำตาล และคันเตน
มันจู (Manjyu)
เป็นขนมกลมๆแป้งด้านนอกที่ห่อทำจากแป้งมันเทศ (บางครั้งใช้แป้งโซบะ) ไส้เป็นถั่วบดและมีมันเทศหรือเกาลัดอยู่ตรงกลางไส้อีกที นำไปนึ่ง อบหรือย่าง จึงได้ขนมอร่อยโดยเฉพาะขนมโมมิจิมันจูที่เมืองมิยาจิมาโดดเด่นที่ห่อด้วยใบเมเปิล มีหลายไส้ทั้งถั่วแดงบด คัสตาร์ด ช็อคโกแลต ถือเป็นของเด่นของดังที่ไม่ว่าใครไปเยือนก็ต้องลองชิม
ดังโกะ (Dango)
มีเป็นสิบสูตร แต่ที่หน้าตาเหมือนลูกชิ้นเสียบไม้ที่เราเคยเห็นกันเรียกว่า คุชิ ดังโกะ ทำจากแป้งโมจิ บางครั้งก็ผสมเต้าหู้ลงไปในแป้งด้วย ปั้นเป็นลูกกลม เสียบไม้แล้วนำไปปิ้ง ได้ลูกชิ้นแป้งนุ่มๆเหนียวๆ ราดซอสโชยุ ซอสเต้าเจี้ยว หรือเกาลัดบด หรือจะโรยด้วยถั่วบดกับน้ำตาลทรายแดงก็อร่อยดี
ไดฟุกุ (Daifuku)
คนไทยเราชอบเรียกว่าโมจิไส้ถั่วแดง แต่จริงๆเขาเรียกขนมประเภทนี้ว่า ไดฟุกุ แป้งด้านนอกทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตีจนเหนียว (โมจิ) มีสีขาว เขียวและชมพู ส่วนไส้ก็เป็นถั่วแดง ที่พิเศษก็จะใส่ผลไม้ลงไป เช่น อิจิโกะ ไดฟุกุ (Ichigo Daifuku) เป็นโมจิไส้ลูกสตรอเบอร์รี่หอมหวาน อร่อยจับใจ นอกจากนั้นยังมีไส้เมลอนบดและไอศกรีมรสต่างๆด้วย
ขนมที่จัดอยู่ในแบบฮานามางะชิ (Hanamagashi) เป็นขนมที่มีน้ำอยู่เพียงครึ่งหนึ่งอาจจะมากกว่า 21 % แต่ไม่ถึง 39 % ขนมที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
โนะนะกะ (Monaka)
เป็นเวเฟอร์ไส้ถั่วแดง มีทั้งถั่วบดและแบบเต็มเม็ด ประกบด้วยแผ่นแป้งบางกรอบทำจากข้าวเหนียว ทำเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยมดอกซากุระ และอีกสารพัดรูปแล้วแต่จะสร้างสรรค์ โดดเด่นที่ความกรอบกับความนิ่มผสานกับรสหวานๆมันๆ นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วยังมีไส้ชาเขียวและถั่วอื่นๆด้วย
ไทยะกิ (Tai Yaki)
ขนมหน้าตาน่ารักรูปปลาตัวเท่าฝ่ามือ เป็นขนมที่จำลองรูปแบบของปลากะพงแดง เรียกอีกชื่อว่า “แพนเค้กญี่ปุ่น” เนื้อแป้งแน่นและเหนียวนุ่ม นอกจากไส้ถั่วแดงมาตรฐานแล้วก็มีไส้เกาลัด ไส้มันหวานและอีกสารพัดไส้ รูปทรงก็มีสารพัดรูปเช่นกัน ทั้งรูปตุ๊กตา รูปกลมๆ แบนๆ ที่เรียกว่า อิมะกะวะ ยะกิ และที่เรารู้จักกันดีที่สุด โดรายากิ ขนมสุดโปรดของโดราเอมอนที่เป็นรูปฆ้องนั่นเอง
ขนมที่จัดอยู่ในแบบ ฮิงะชิ (Higashi) เป็นขนมแบบแห้ง เก็บไว้ได้นาน ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และวาซัมบงโตะ (Wasambon-to) น้ำตาลผงที่ทำด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิมผสมกันแล้วนำมาอัดในพิมพ์ ได้ขนมที่ผิวเป็นแป้งแห้งๆคล้ายขนมโก๋  ใช้เสิร์ฟในพิธีชงชา   ขนมที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่
ระคุกัน (Rakugan) เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แล้วเทลงในพิมพ์หลากหลายรูปทรง
คะรินโตะ (Karinto) เป็นขนมที่ทำจากแป้งเค้กนำไปทอดจนกรอบแล้วเคลือบด้วยน้ำตาลให้ทั่วทั้งอัน

ขนมหวานญี่ปุ่นเรียกรวมกันว่า “วากาชิ” (Wagashi) มีมานานตั้งแต่สมัยนะระหรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว แต่เฟื่องฟูสุดๆในช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603-1867) โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตและโตเกียว แต่ละร้านแข่งกันขาย แข่งกันคิดขนมใหม่ๆจนกลายเป็นต้นตำรับของขนมญี่ปุ่น

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นขนมหวานประจำชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวากาชิกันบ่อยๆ ประเภทกินตบท้ายมื้ออาหารแบบบ้านเรานั้นไม่มี เพราะเขานิยมกินผลไม้กันมากกว่า ส่วนวากาชินั้นจะกินเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษเมื่อมีพิธีการต่างๆเช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีชงชา

แรงบันดาลใจของพ่อครัวแม่ครัวในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้นก็ได้มาจากธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ร่วงจะทำขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดูหนาวก็ทำยูคิโมจิ หรือโมจิหิมะ เป็นต้น

 

โดยทั่วไปขนมวากาชินั้นมี 3 ชนิด แบ่งเป็น

1 NAMAGASHI

นามางะชิ (Namagashi) เป็นขนมแบบชุ่มๆน้ำ  มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากกว่า 40 % ขนมญี่ปุ่นส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นแป้งห่อไส้ถั่วแดงบดหรือ “อัน” (An) แป้งที่นำมาห่อหุ้มมีทั้งแป้งท้าวยายม่อม แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า ปั้นเป็นรูปทรงต่างๆทั้งดอกไม้ ผลไม้ พระจันทร์ ซึ่งจะออกแบบให้เข้ากับฤดูกาล ทั้งชื่อขนม ส่วนผสม รูปทรงและสีสัน เป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนได้รู้ว่าฤดูกาลใหม่กำลังจะมาเยือน ตัวอย่างเช่น ซากุระโมจิ (โมจิสีชมพูห่อด้วยใบซากุระ) ซึ่งจะออกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขนมที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่

โยคัง (Yokan)

ใช้ส่วนผสมหลักคือวุ้นที่ได้จากสาหร่าย เรียกว่า คันเตน (Kanten) แบ่งได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ มิซุ โยคัง เป็นวุ้นใสๆแช่เย็น กินในฤดูร้อนผสมผลไม้ลงไป ได้รสหวานเย็น หอมชื่นใจ อีกชนิดคือ มุชิ โยคัง เป็นวุ้นขุ่นๆ เนื้อนิ่มเหนียว ตัดเป็นชิ้นเหลี่ยมพอคำ ทำจากถั่ว เกาลัด หรือมันที่บดละเอียด แป้งสาลี น้ำตาล และคันเตน

มันจู (Manjyu)

เป็นขนมกลมๆแป้งด้านนอกที่ห่อทำจากแป้งมันเทศ (บางครั้งใช้แป้งโซบะ) ไส้เป็นถั่วบดและมีมันเทศหรือเกาลัดอยู่ตรงกลางไส้อีกที นำไปนึ่ง อบหรือย่าง จึงได้ขนมอร่อยโดยเฉพาะขนมโมมิจิมันจูที่เมืองมิยาจิมาโดดเด่นที่ห่อด้วยใบเมเปิล มีหลายไส้ทั้งถั่วแดงบด คัสตาร์ด ช็อคโกแลต ถือเป็นของเด่นของดังที่ไม่ว่าใครไปเยือนก็ต้องลองชิม

ดังโกะ (Dango)

มีเป็นสิบสูตร แต่ที่หน้าตาเหมือนลูกชิ้นเสียบไม้ที่เราเคยเห็นกันเรียกว่า คุชิ ดังโกะ ทำจากแป้งโมจิ บางครั้งก็ผสมเต้าหู้ลงไปในแป้งด้วย ปั้นเป็นลูกกลม เสียบไม้แล้วนำไปปิ้ง ได้ลูกชิ้นแป้งนุ่มๆเหนียวๆ ราดซอสโชยุ ซอสเต้าเจี้ยว หรือเกาลัดบด หรือจะโรยด้วยถั่วบดกับน้ำตาลทรายแดงก็อร่อยดี

ไดฟุกุ (Daifuku & Mochi)

คนไทยเราชอบเรียกว่าโมจิไส้ถั่วแดง แต่จริงๆเขาเรียกขนมประเภทนี้ว่า ไดฟุกุ แป้งด้านนอกทำจากแป้งข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาตีจนเหนียว (โมจิ) มีสีขาว เขียวและชมพู ส่วนไส้ก็เป็นถั่วแดง ที่พิเศษก็จะใส่ผลไม้ลงไป เช่น อิจิโกะ ไดฟุกุ (Ichigo Daifuku) เป็นโมจิไส้ลูกสตรอเบอร์รี่หอมหวาน อร่อยจับใจ นอกจากนั้นยังมีไส้เมลอนบดและไอศกรีมรสต่างๆด้วย

Sakura Mochi

 

2. HAN NAMAGASHI

ขนมที่จัดอยู่ในแบบฮานามางะชิ (Hanamagashi) เป็นขนมที่มีน้ำอยู่เพียงครึ่งหนึ่งอาจจะมากกว่า 21 % แต่ไม่ถึง 39 % ขนมที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่

โนะนะกะ (Monaka)

เป็นเวเฟอร์ไส้ถั่วแดง มีทั้งถั่วบดและแบบเต็มเม็ด ประกบด้วยแผ่นแป้งบางกรอบทำจากข้าวเหนียว ทำเป็นรูปวงกลม สี่เหลี่ยมดอกซากุระ และอีกสารพัดรูปแล้วแต่จะสร้างสรรค์ โดดเด่นที่ความกรอบกับความนิ่มผสานกับรสหวานๆมันๆ นอกจากไส้ถั่วแดงแล้วยังมีไส้ชาเขียวและถั่วอื่นๆด้วย

ไทยะกิ (Tai Yaki)

ขนมหน้าตาน่ารักรูปปลาตัวเท่าฝ่ามือ เป็นขนมที่จำลองรูปแบบของปลากะพงแดง เรียกอีกชื่อว่า “แพนเค้กญี่ปุ่น” เนื้อแป้งแน่นและเหนียวนุ่ม นอกจากไส้ถั่วแดงมาตรฐานแล้วก็มีไส้เกาลัด ไส้มันหวานและอีกสารพัดไส้ รูปทรงก็มีสารพัดรูปเช่นกัน ทั้งรูปตุ๊กตา รูปกลมๆ แบนๆ ที่เรียกว่า อิมะกะวะ ยะกิ และที่เรารู้จักกันดีที่สุด โดรายากิ ขนมสุดโปรดของโดราเอมอนที่เป็นรูปฆ้องนั่นเอง

 

3. HIGASHI

ขนมที่จัดอยู่ในแบบ ฮิงะชิ (Higashi) เป็นขนมแบบแห้ง เก็บไว้ได้นาน ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และวาซัมบงโตะ (Wasambon-to) น้ำตาลผงที่ทำด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิมผสมกันแล้วนำมาอัดในพิมพ์ ได้ขนมที่ผิวเป็นแป้งแห้งๆคล้ายขนมโก๋  ใช้เสิร์ฟในพิธีชงชา   ขนมที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่

ระคุกัน (Rakugan)

เป็นขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน แล้วเทลงในพิมพ์หลากหลายรูปทรง

คะรินโตะ (Karinto)

เป็นขนมที่ทำจากแป้งเค้กนำไปทอดจนกรอบแล้วเคลือบด้วยน้ำตาลให้ทั่วทั้งอัน